สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการขนส่ง คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ได้ดำเนินการจัดทำบล็อกดังกล่าวนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1.เพื่อรวบรวมบทความที่น่าสนใจด้านโลจิสติกส์และการจัดการระบบซัพพลายเชนให้กับบุคคลที่สนใจทราบ 2.เพื่อประชาสัมพันธ์งานวิจัยของนักศึกษาในสาขาให้กับบุคคลทั่วไปได้ทราบ ซึ่งมีทั้งส่วนที่มาจากการศึกษาในสถานประกอบการของสหกิจศึกษา และการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย (Research Proposal)

การจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย  ( Research  Proposal)
ข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นรายงานที่สำคัญรายงานหนึ่ง  การตัดสินใจที่จะให้มีการทำวิจัยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อเสนอโครงการวิจัยนี้  ข้อเสนอโครงการวิจัยนี้นอกจากจะเป็นการเสนอการวางแผนงานวิจัยแล้วยังต้องเสนอผลของการวิจัยที่คาดหมายไว้ด้วยแนวคิดต่างๆ  พร้อมทั้งผลที่คาดว่าจะได้รับ  ซึ่งต้องถ่ายทอดออกมาเป็นรายงานที่เอาชนะใจผู้บริหาร  แสดงความสำคัญและประโยชน์ที่คุ้มค่า  การวิจัยจะเกิดขึ้นหรือไม่  จึงอยู่ที่ข้อเสนอโครงการวิจัยนี้
“ข้อเสนอโครงการวิจัย เป็นรายงานที่แสดงการวางแผนล่วงหน้า  ซึ่งต้องครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์  วิธีดำเนินงานวิจัย  งบประมาณ(ถ้ามี)  และผลที่คาดว่าจะได้รับ”
เนื้อหาของรายงานข้อเสนอโครงการวิจัย

1. ชื่อเรื่อง ภาษาไทย และอังกฤษ (Title) 
การตั้งชื่อโครงการควรตั้งให้ตรงหรือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และเนื้อหาที่เราต้องการศึกษา  โดยหากเป็นการศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับบริษัท หรือหน่วยงาน ผู้วิจัยต้องมีการเขียนอ้างอิงบริษัทหรือหน่วยงานดังกล่าวด้วย

2. ที่มาและความสำคัญของปัญหา (Background to the problem) 
เป็นการกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ผู้วิจัยต้องศึกษาเรื่องดังกล่าว  ซึ่งอาจแสดงได้ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันภายใน และภายนอกบริษัทหรือหน่วยงานที่บีบคั้น  หรือแสดงออกด้วยแรงจูงใจด้านการพัฒนาที่ทำให้ต้องดำเนินการ  รวมทั้งอาจมาจากงานวิจัยในปัจจุบันที่ยังขาดเรื่องดังกล่าว เป็นต้น

3. วัตถุประสงค์ของการศึกษา (The Study Objective) 
เป็นการเขียนปัจจัยต่างๆ ที่ผู้วิจัยต้องทำการศึกษา  เพื่อนำผลที่ได้จากวิคราะห์ และอภิปรายผลการศึกษาต่อไป

4. สมมติฐาน  (Hypothesis)
การวิจัยที่ต้องมีการเขียนสมมติฐานเบื้องต้น คือ การวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ไม่ต้องมีการเขียนสมมติฐาน  โดยการเขียนสมมติฐานมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  และเป็นการคาดคะเนหรือสันนิษฐานคำตอบของงานวิจัยนั้น

5. ขอบเขตการศึกษา (Scope of the study)
การจำกัดขอบเขตในการศึกษาว่าจะศึกษาเกี่ยวกับอะไร  ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร  เพื่อช่วยให้จำกัดลักษณะปัญหาให้มีความชัดเจนมากขึ้น  โดยส่วนมากมักจะกำหนดขอบข่ายในด้านประชากร  กลุ่มตัวอย่าง  ตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งกำหนดช่วงเวลา  เพื่อให้ความคิดของผู้อ่าน หรือผู้นำรายงานวิจัยไปใช้อยู่ในกรอบที่จำกัด  ไม่หลงผิดไปในทิศทางอื่น

6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Contribution of the study)
การเขียนประโยชน์ที่ผู้วิจัยคาดว่าจะได้รับนั้น  มีวิธีการเขียนหลายแบบ  ซึ่งในที่นี้เสนอ 2 ส่วน คือ
1)  ส่วนที่เป็นประโยชน์ในทางวิชาการ  เช่น ช่วยให้ได้รับความรู้ความเข้าใจทางวิชาการในเรื่อง...  หรือ  เป็นแนวทางในการพัฒนาความรู้ในเรื่อง...  เป็นต้น
2)  ส่วนที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ  ซึ่งควรมีการระบุด้วยว่าหน่วยงานใดบ้างที่ได้รับประโยชน์  และนำไปพัฒนาในด้านใด เป็นต้น

7. นิยามศัพท์ (Definition of Term)
เป็นการจำกัดความหมายของคำ หรือข้อความที่ใช้ในการวิจัย  เพื่อให้เกิดการสื่อความหมายที่ตรงกัน  ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจตรงจุดตามความมุ่งหมายของผู้วิจัย  และยังช่วยให้ปัญหาการทำวิจัยมีความรัดกุมชัดเจนมากขึ้น  การนิยามศัพท์เฉพาะ  สามารพทำได้ 2 ลักษณะ คือ
1)  การนิยามทั่วไป  เป็นการนิยามตามความหมายของตัวแปรนั้น  อาจจะนิยามตามทฤษฎี  ตามพจนานุกรม  หรือตามผู้เชี่ยวชาญ
2)  การนิยามปฏิบัติการ  เป็นการนิยามตัวแปรที่ศึกษา  โดยแบ่งออกในรูปโครงสร้างความสามารถในการวัด  การสังเกตหรือตรวจสอบนิยามปฏิบัติการ  ทำการนิยามลักษณะนี้เน้นการพยายามบอกหรือธิบายว่าพฤติกรรมหรือตัวแปรนั้นเป็นอย่างไร วัดได้โดยวิธีใด  และใช้เครื่องอะไรวัดผลของการวัดออกมา

8. วรรณกรรมปริทัศน์ (Literature Review)
เป็นการกำหนดแนวความคิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการวิจัยว่าต้องนำเรื่องใดมาพิจารณาบ้าง  มักเป็นการกล่าวถึงปัจจัยที่มีผลต่อการศึกษา และการดำเนินงาน

9. ระเบียบวิธีการศึกษา  (The Study Methodology)
เป็นการกล่าวถึงวิธีการที่นักวิจัยจะนำมาใช้ในการวิจัย  ได้แก่
  -  การเก็บข้อมูลแต่ละประเภท ต้องใช้วิธีการใด หรือเทคนิคใดบ้าง
  -  การวิเคราะห์ข้อมูลให้หลักการใด
  -  การสรุปผลข้อมูล

10.  ชื่อผู้วิจัย และผู้ร่วมวิจัย
เป็นการเขียนรายชื่อผู้ที่ร่วมดำเนินการวิจัย  โดยหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้วิจัยหลายคน  ต้องมีการกำหนดหัวหน้าโครงการที่เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

หมายเหตุ  หากเป็นรายงานที่จัดทำโดยนักวิจัยทางธุรกิจ  เพื่อเสนอต่อองค์กร/หน่วยงาน  จะต้องมีส่วนประกอบเพิ่มเติม ดังนี้  งานวิจัยในอดีตของผู้ทำวิจัยหรือคณะผู้จัดทำวิจัย  ตารางเวลาแสดงการปฏิบัติงาน  งบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มองอนาคตตลาดแรงงานโลจิสติกส์

          ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นอย่างไร กิจกรรมการเคลื่อนย้ายและการขนส่งสินค้าและบริการทางด้านโลจิสติกส์ยังมีความจำเป็นควบคู่อยู่กับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยุคที่เป็นโลกาภิวัตน์และไร้พรมแดนธุรกิจจะแข่งขันกันในเรื่องของการบริหารจัดการให้ต้นทุนต่ำสุด การบริการที่รวดเร็ว และตอบสนองความพึงพอใจกับลูกค้าให้ดีกว่าคู่แข่งขัน ซึ่งธุรกิจจะมีการบริหารจัดการเช่นนั้นได้จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพและมีจำนวนที่เพียงพอ แต่จากปรากฏการณ์ดังกล่าว พบว่า ภาคธุรกิจมีความต้องการบุคลากรโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจมีมากกว่าผู้ผลิต (สถาบันการศึกษา) ซึ่งแนวโน้มความต้องการบุคลากรด้านโลจิสติกส์ของไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2548-2553 โดยมีความต้องการเพิ่มขึ้นจาก 236,000 คน เป็น 319,000 คน เพิ่มขึ้นเท่ากับ83,000 คน โดยเฉลี่ยต้องการกำลังคนปีละ 17,000 คน ส่วนใหญ่ต้องการเป็นระดับปฏิบัติการ พนักงาน ส่วนระดับผู้จัดการในระดับวางแผนต้องการทักษะด้านการจัดการและปฏิบัติในระดับโรงงาน ความรู้ด้าน Supply Chain Management การทำธุรกิจระหว่างประเทศและภาษาอังกฤษ กับความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเข้าใจโปรแกรมสำเร็จรูป

          สำหรับสถานศึกษาที่เป็นแหล่งผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานหลายแห่งมีการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรสาขาการจัดการโลจิสติกส์ระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษากันเพิ่มมากขึ้นเพื่อสนองความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งที่เปิดสอนกันอยู่ในขณะนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ 
          1. วิศวกรรมโลจิสติกส์ เน้นการคำนวณโดยหลักสูตรมุ่งเน้นหลักในการออกแบบและจัดการระบบต่างๆ เช่นระบบคลังสินค้า ระบบการผลิต ระบบการบรรจุภัณฑ์ ระบบการกระจายสินค้า รวมถึงการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ 
          2. วิทยาศาสตร์โลจิสติกส์ เน้นคำนวณ เน้นการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนางานด้านโลจิสติกส์ เช่น การถนอมอาหารการบรรจุหีบห่อเพื่อการยืดอายุการเก็บรักษาหรือคงความสดของอาหารของสินค้า และใช้ระบบการจัดการโลจิสติกส์ รวมทั้งมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารในระบบที่เป็น Real Time เช่น RFID EDI MRP เป็นต้น 
          3.พาณิชยนาวี เน้นคำนวณเช่นกัน โดยเน้นเงื่อนไขการค้า การขนส่ง นำเข้า-ส่งออก พิธีการศุลกากร และการค้าระหว่างประเทศ
          4.บริหารธุรกิจโลจิสติกส์ ไม่ได้เน้นการคำนวณมากนัก แต่เป็นการผสมผสานเป็นลักษณะสหวิทยาการที่เน้นเรื่องกระบวนการจัดการในการใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามหลักพลังที่เกิดจากการรวมกันย่อมมีมากกว่าแต่ละส่วนดำเนินการเองหรือ เรียกว่า Synergy ที่ 1+1 ต้องได้ผลลัพธ์มากกว่า 2








          ส่วนสถาบันการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนในศาสตร์โลจิสติกส์นี้มีอยู่ 3 ระดับ คือ 
          1. ระดับอาชีวศึกษามีสถานศึกษาเปิดสอนประมาณ 38 แห่ง โดยเฉลี่ยจบการศึกษาแห่งละ 80 คน รวมแล้วจบการศึกษาประมาณ 3,040 คน ซึ่งจะมีนักศึกษาที่จบการศึกษาบางส่วนเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จึงทำให้เกิดการขาดแคลนพนักงานในระดับปฏิบัติการค่อนข้างมาก 
          2. ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทประมาณ 40 แห่ง มีนักศึกษาจบโดยเฉลี่ยปีละ 4,200 คน 
          3. ระดับปริญญาเอกประมาณ 4 แห่ง มีนักศึกษาจบปีละประมาณ 20 คน 
          ขณะที่ภาคเอกชนต้องการบุคลากรด้านนี้ โดยเฉลี่ยต้องการกำลังคนปีละ 17,000 คน จากตารางแสดงให้เห็นว่า สถาบันการศึกษายังผลิตบุคลากรตอบสนองความต้องการบุคลากรของภาคธุรกิจโดยรวมขาดไปประมาณ 1,360 คน

          ถึงแม้ว่าการมีสถาบันการศึกษาเปิดสอนเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนมากขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้กับค่าเฉลี่ยของความต้องการของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมแล้วก็ตาม แต่ในแง่ของคุณภาพบุคลากรที่จบการศึกษาไปนั้น ยังถือว่าไม่สอดคล้องกับความก้าวหน้าของวิทยาการ และความต้องการของภาคธุรกิจมากนักที่ต้องการบุคลากรระดับปฏิบัติการ  ส่วนระดับผู้จัดการต้องการทักษะด้านการจัดการแบบบูรณาการความรู้ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) และ ซัพพลายเชน (Supply Chain Management) เข้าด้วยกัน 

          อย่างไรก็ดี ทักษะเหล่านี้จะต้องได้รับการเติมเต็มจากสถาบันการศึกษาส่วนหนึ่งก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ยังมีสถาบันการศึกษาบางแห่งที่มีลักษณะไม่พึงประสงค์ลักษณะ ดังนี้ 1.จ่ายครบจบแน่ เรียนแย่ก็ผ่าน 2.ไม่มีตัวตนอาจารย์ประจำ นำชื่อมาแปะไว้ แต่ทำการโฆษณาว่ามีคณาจารย์ประจำ 3.ไม่มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งในระดับอาชีวศึกษาไม่น่าห่วง เพราะว่ามีอาจารย์ที่จบในระดับปริญญาตรีเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในระดับนี้ได้ แต่บางส่วนยังขาดประสบการณ์และวิชาการที่แม่นยำ ระดับปริญญาตรี เริ่มมีปัญหาในบางแห่งซึ่งมีสัดส่วนอาจารย์ที่ไม่สมดุลและจบไม่ตรงสาขา รวมทั้งไม่เคยทำงานในภาคโลจิสติกส์มาก่อนทำให้การถ่ายทอดขาดการบูรณาการ ระดับปริญญาโท ปัญหาเริ่มรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้สอนในระดับนี้จะต้องจบปริญญาเอก หรือมีตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ แต่บางแห่งไม่มีผู้สอนประจำใช้แต่อาจารย์พิเศษ บางแห่งใช้ผู้สอนเพียงจบปริญญาโทหรือกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกมาสอนปริญญาโท ทำให้มาตรฐานการศึกษาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ระดับปริญญาเอก เริ่มจะมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องของการรับจำนวนนักศึกษาเข้าเรียน ซึ่งจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อ ประกอบกับอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์มีน้อย ทำให้การผลิตบุคลากรด้านนี้ที่จะเป็น Key man เข้าสู่ธุรกิจโลจิสติกส์มีน้อยตามไปด้วย 4.บางแห่งจัดการเรียนการสอน 1 ห้องเรียนมีนักศึกษาจำนวน 80-100 คน ถือว่าเป็นการทำลายระบบการเรียนรู้ผู้เรียน5.ไม่มีผู้อำนวยการหลักสูตร หรือมีผู้อำนวยการหลักสูตร แต่จบจากสถาบันที่น่าสงสัยว่า ก.พ. และ สกอ. ไม่ได้รับรอง เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ได้มีการร่วมมือกันมากขึ้นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมอาจารย์ผู้สอน การจัดทำกรณีศึกษาประกอบการเรียนการสอน สหกิจศึกษา เป็นต้น แล้วก็ตาม แต่ก็ทำได้ในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ ส่วนภาคธุรกิจก็จะต้องทุ่มงบประมาณการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรต่อจากสถาบันการศึกษา โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์  ซึ่งหมดยุคแล้วที่จะใช้คนต่ำกว่าเกณฑ์เพื่อทางการแข่งขันในยุคนี้

          สำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานทางด้านโลจิสติกส์ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทย คือ
          ประการแรก จากผลการสำรวจของธนาคารโลก (World Bank, Logistics Performance Index,2010) พบว่า ดัชนีศักยภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index : LPI) ของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 เท่ากับ 3.29 ในขณะที่อันดับ1 เป็นประเทศเยอรมนี เท่ากับ 4.11 รองลงมาประเทศสิงคโปร์เท่ากับ 4.09 และประเทศญี่ปุ่นเท่ากับ 3.97 
          ประการที่ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนสูงถึง 18.6% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% เท่านั้น
          ประการสุดท้าย คือ เกิดการซื้อตัวหรือแย่งตัวบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ของบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมเกิดความอ่อนด้อยทางการแข่งขัน จำเป็นต้องรับงานช่วงต่อ (Sub-contract) จากบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับสากลได้
ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรที่จบทางด้านการจัดการโลจิสติกส์ออกมาเพียงพอเหมาะสมกับตลาดแรงงาน แต่ในอนาคตไม่เกิน 2-3 ปี จะเกิดการผลิตจำนวนที่เกินต่อความต้องการของตลาดแรงงาน (Over Supply) ขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา ภาคธุรกิจ และ ภาครัฐ จึงควรจะมีแนวทางเตรียมในการรับมือกับปรากฏการณ์ดังกล่าวล่วงหน้า


โดย : ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง
หนังสือพิมพ์กรุงเทพฯธุรกิจ